หน้าแรก > บทความ > ไลฟ์สไตล์ > ในช่วงวิกฤต covid-19 จะผ่อนชำระปกติ หรือจะพักชำระหนี้ ดีกว่ากัน

ในช่วงวิกฤต covid-19 จะผ่อนชำระปกติ หรือจะพักชำระหนี้ ดีกว่ากัน

ในช่วงวิกฤต covid-19 จะผ่อนชำระปกติ หรือจะพักชำระหนี้ ดีกว่ากัน
การระบาดของ COVID-19 สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างไปยังทุกภาคส่วนของทั่วโลก หลายๆ คนอาจต้องเผชิญกับการถูกตัดเงินเดือน หรือรายได้จากธุรกิจส่วนตัวลดลง ในขณะที่ภาระหนี้นั้นไม่ได้ลดลงตามไปด้วย

ในขณะเดียวกัน ทางธนาคารหลายๆ แห่งก็เข้าใจในสถานการณ์ยากลำบากที่ทุกคนต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ จึงมี “มาตรการพักชำระหนี้” ออกมาเพื่อลดภาระจากหนี้สินที่มีอยู่ให้กับเหล่าพี่น้องประชาชน

แต่มาตรการที่ว่านี้จะดีอย่างที่คิดหรือเปล่า จะเกิดผลกระทบอะไรตามมาไหมนะ? บทความนี้เงินติดล้อจะช่วยแนะนำทางเลือกให้กับคุณ ระหว่างสถานการณ์ COVID-19 แบบนี้ ควรผ่อนชำระตามปกติ หรือพักชำระหนี้ไว้ก่อนดีกว่ากัน

ควรผ่อนชำระตามปกติ หรือพักชำระหนี้ไว้ก่อนดีกว่ากัน
 

สำรวจมาตรการพักชำระหนี้จากธนาคาร

ในแต่ละธนาคารนั้นมีมาตรการพักชำระหนี้แตกต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละที่ โดยทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ทำการรวบรวมมาตรการพักชำระหนี้ของแต่ละธนาคารมาให้ สามารถดูได้ผ่านลิงก์นี้เลยครับ >>> มาตรการพักชำระหนี้จากแต่ละธนาคาร

จากข้อมูลที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้รวบรวมมาให้ รวมๆ แล้วจะเห็นมาตรการพักชำระหนี้อยู่ 5 รูปแบบด้วยกัน เดี๋ยวเราจะมาอธิบายให้คุณฟังแบบสั้นๆ ง่ายๆ

แต่ก่อนจะเริ่มอธิบาย เงินติดล้อจะขอยกตัวอย่าง “หนี้สินแบบสมมติ” เพื่อให้คุณทำความเข้าใจในแต่ละมาตรการการได้ง่ายๆ นะครับ
  • หนี้สมมติ 1,000,000 บาท
  • ต้องผ่อนชำระเดือนละ 10,000 บาท 
  • แบ่งเป็นเงินต้น 4,000 บาท และดอกเบี้ย 6,000 บาท
  • มาตรการพักชำระหนี้มีผล 6 เดือน
ทีนี้มาดูกันเลยครับว่าทั้ง 5 มาตรการพักชำระหนี้จากธนาคารนั้นจะมีอะไรบ้าง
 

มาตรการที่ 1 พักชำระเงินต้น

ลดภาระหนี้โดยให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยเดือนละ 6,000 บาท แต่จำนวนเงินต้นก็ยังคงเดิมไม่ได้มีการลดลง สรุปแล้วเมื่อครบ 6 เดือนหนี้สินเราก็จะยังเหลือ 1,000,000 บาทดังเดิม

โดยมีวิธีคำนวณดังนี้
หนี้ 1,000,000 บาท - (เงินต้น 0 บาท X 6 เดือน) - (ดอกเบี้ย 6,000 บาท x 6 เดือน) = 976,000 บาท

มาตรการที่ 1 พักชำระเงินต้น
 

มาตรการที่ 2 พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย

มาตรการนี้จะทำการอนุโลมและเลื่อนกำหนดชำระหนี้สินทั้งหมดออกไปก่อน แต่อัตราดอกเบี้ยก็ยังถูกคิดอยู่ดังเดิม เพราะฉะนั้น เมื่อครบ 6 เดือน ภาระหนี้ของคุณจะเพิ่มขึ้น ทำให้ระยะเวลาการชำระหนี้ต้องถูกยืดออกไปอีก

โดยมีวิธีคำนวณดังนี้
หนี้ 1,000,000 บาท + (ดอกเบี้ย 6,000 บาท X 6 เดือน) = 1,036,000 บาท

มาตรการที่ 2 พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย
 

มาตรการที่ 3 ลดอัตราดอกเบี้ย

ลดอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลงในแต่ละเดือน ยกตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลงเหลือ 4,000 บาท แต่จ่ายรวมกับเงินต้นในอัตราเท่าเดิม

นับว่าเป็นมาตรการที่ดีที่ช่วยให้ชำระเงินต้นได้ตามปกติ แต่ลดภาระที่ต้องจ่ายลง โดยเปอร์เซ็นต์ของการปรับลดนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร จึงควรสำรวจมาตรการของธนาคารเจ้าหนี้ของคุณให้ดีๆ

โดยมีวิธีคำนวณดังนี้
หนี้ 1,000,000 บาท - (เงินต้น 4,000 บาท X 6 เดือน) - (ดอกเบี้ย 4,000 บาท x 6 เดือน) = 976,000 บาท

มาตรการที่ 3 ลดอัตราดอกเบี้ย
 

มาตรการที่ 4 พักหนี้

มาตรการนี้จะค่อนข้างแตกต่างจากมาตรการอื่นๆ คือ ไม่ต้องจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย อีกทั้งธนาคารยังหยุดดอกเบี้ยในระยะเวลานั้นเอาไว้ให้อีกด้วย เป็นมาตรการที่จะช่วยลดภาระให้กับลูกหนี้ได้อย่างแท้จริง

มาตรการที่ 4 พักหนี้
 

มาตรการที่ 5 ปรับโครงสร้างหนี้ใหม่

มาตรการนี้จะทำการปรับโครงสร้างของหนี้สินใหม่ทั้งหมด โดยจะทำการยืดระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ออกไป เพื่อให้อัตราการจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยลดลงในระยะยาว

ถึงแม้การจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นจะลดลง แต่ก็แลกมาด้วยการจ่ายหนี้ในระยะเวลาที่นานขึ้น จึงต้องใช้การตัดสินใจอย่างถี่ถ้วน

มาตรการที่ 5 ปรับโครงสร้างหนี้ใหม่

อีกเรื่องหนึ่งที่เงินติดล้ออยากจะแจ้งให้ทราบก็คือ แม้ว่าคุณจะเข้าร่วมกับมาตรการพักชำระหนี้ของธนาคาร แต่ประวัติการชำระหนี้ (เครดิตบูโร) ของคุณก็ไม่เสียหายนะครับ จึงสามารถวางใจในเรื่องนี้ได้
 

มาตรการพักชำระหนี้จากสถาบันทางการเงินอื่นๆ

สำหรับผู้ที่เป็นหนี้กับสถาบันการเงินอื่นๆ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ถือหนี้ของสถาบันการเงินเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ผู้ถือหนี้ก็ต้องทำการติดต่อขอรับการเยียวยาที่สถาบันการเงินเหล่านี้ด้วยตัวเอง ถ้าหากรอช้าไม่รีบติดต่อไปล่ะก็ อาจส่งผลถึงประวัติการชำระหนี้ หรือเครดิตบูโรได้นะครับ

โดยมาตรการช่วยเหลือจากทางสถาบันการเงินอื่นๆ มีด้วยกันดังนี้
  1. สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อเงินสดหมุนเวียน


    ลดอัตราดอกเบี้ยผ่อนชำระขั้นต่ำ จาก 10% ให้เหลือตามจำนวน และระยะเวลาดังนี้
    • ปี 2563-2564 ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือ 5%
    • ปี 2565 ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือ 8%
    • ตั้งแต่ปี 2566 อัตราผ่อนชำระขั้นต่ำจะกลับมาเป็น 10% ดังเดิม
    นอกจากนี้ ลูกหนี้ยังสามารถแปลงหนี้เป็นสินเชื่อระยะยาวที่ดอกเบียต่ำลงได้ โดยการเจรจากับทางสถาบันการเงินนั้นๆ
  2. สินเชื่อส่วนบุคคลที่ผ่อนชำระเป็นงวด และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ

    • สำหรับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ให้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน
    • สำหรับผู้ให้บริการอื่น เลือกระหว่างการให้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือ ลดค่างวดอย่างน้อย 30% จากค่างวดเดิมเป็นเวลา 6 เดือน
  3. สินเชื่อเช่าซื้อ


    เลือกพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือพักชำระเงินต้นเป็นเวลา 6 เดือน

    เงื่อนไข: เฉพาะสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์ที่วงเงินไม่เกิน 35,000 บาท และรถทุกประเภทที่วงเงินไม่เกิน 250,000 บาท
  4. ลีสซิ่ง (Leasing)


    เลือกพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือพักชำระเงินต้นเป็นเวลา 6 เดือน

    เงื่อนไข: มีหนี้สินคงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท
  5. สินเชื่อบ้าน


    พักชำระเงินต้น 3 เดือน และพิจารณาลดดอกเบี้ยให้ตามสถานการณ์ของแต่ละราย

    เงื่อนไข: วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท
  6. สินเชื่อธุรกิจ SMEs ไมโครไฟแนนซ์ และนาโนไฟแนนซ์


    พักชำระเงินต้น 3 เดือน และพิจารณาลดดอกเบี้ยให้ตามสถานการณ์ของแต่ละราย

    เงื่อนไข: วงเงินกู้ไม่เกิน 20 ล้านบาท
โดยมาตรการเหล่านี้เป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือขั้นต่ำ ซึ่งทางสถาบันการเงินแต่ละแห่งอาจมีนโยบายช่วยเหลือเพิ่มเติมมากกว่านี้

เงินติดล้อเองก็ได้เข้าร่วมกับมาตรการช่วยเหลือนี้ด้วยเช่นกัน สำหรับลูกค้าของเงินติดล้อที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 สามารถทำการกรอกแบบฟอร์มเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ได้ที่ลิงก์นี้เลยครับ >>> แบบฟอร์มคำขอเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก สถานการณ์ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เงินติดล้อหวังเป็นอย่างยิ่งว่าลูกค้าทุกท่านจะปลอดภัยและผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ

บทความอื่น ๆ