หน้าแรก > บทความ > 7 ค่าใช้จ่ายที่มาพร้อมกับการซื้อรถคันแรก

7 ค่าใช้จ่ายที่มาพร้อมกับการซื้อรถคันแรก

23 สิงหาคม 2562
line
7 ค่าใช้จ่ายที่มาพร้อมกับการซื้อรถคันแรก
เนื่องจากปัญหาที่ระบบคมนาคมขนส่งสาธารณะไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จึงทำให้หลายๆ คนตัดสินใจที่จะซื้อรถยนต์มาใช้เพื่อการเดินทางที่ความสะดวกสบายมากขึ้น

แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ซื้อรถโดยดูแต่ความต้องการ และประโยชน์ในการใช้งาน โดยไม่ได้คำนวณเรื่องของค่าใช้จ่ายให้ดี ทำให้กลายเป็นภาระขนาดใหญ่จนแบกรับไม่ไหว กลายเป็นผลร้ายต่อการเงินของตัวเอง

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ในภายหลัง จึงต้องคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ และวางแผนการเงินเอาไว้ให้ดีๆ มาดูกันดีกว่าว่ารถคันแรกของคุณ จะมีค่าใช้จ่ายอะไรที่ตามมาบ้าง


 

1. เงินดาวน์และค่างวดผ่อนรถ


สำหรับ เงินดาวน์และค่างวดผ่อนรถ เป็นรายจ่ายก้อนโตที่คนซื้อรถจะต้องเผชิญหากไม่มีเงินสดมากพอที่จะจ่ายเต็มจำนวน โดยในครั้งแรกที่ทำการซื้อ คุณต้องจ่ายเงินดาวน์ก่อนจำนวนหนึ่ง แล้วนำส่วนที่เหลือมาบวกเข้ากับดอกเบี้ยรายปี แล้วหารจำนวนของเดือนที่จะผ่อน ตัวอย่างเช่น 
  • รถยนต์ที่คุณต้องการจะซื้อมีราคา 500,000 บาท มีเงินดาวน์ทั้งหมด 250,000 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระ 60 เดือน อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี เท่ากับต้องจ่ายค่างวดเดือนละ 5,208 บาท
อัตราดอกเบี้ยรายปีและระยะเวลาการผ่อนนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละที่ แต่โดยมากยิ่งจ่ายเงินดาวน์มากเท่าไหร่ อัตราดอกเบี้ยและค่างวดที่ต้องผ่อนก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น หากคุณมีภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนอื่นๆ สูง คุณอาจเลือกที่จะจ่ายเงินดาวน์ก้อนใหญ่เพื่อการค่างวดในแต่ละเดือนที่ถูกลง

เพราะคุณจำเป็นจะต้องจ่ายค่างวดให้ตรงเวลา มิฉะนั้นอาจจะเสียค่าปรับ เสียเครดิต หรือโดนยึดคืนได้ ดังนั้น จึงต้องคำนวณรายรับรายจ่ายของตัวเองให้ดี และมีวินัยในการใช้จ่ายตรงจุดนี้และเตรียมเงินให้พร้อมส่งตามกำหนดในทุกๆ เดือน
 

2. ค่าเชื้อเพลิง


แน่นอนว่าการที่รถจะเคลื่อนที่ได้จำเป็นจะต้องมีแหล่งพลังงานไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน หรือแก๊ส ค่าเชื้อเพลิง จึงเป็นอีกค่าใช้จ่ายที่คนมีรถจะต้องจ่ายมากและบ่อยที่สุด สำหรับใครที่ใช้งานรถเป็นประจำอาจต้องจ่ายค่าเชื้อเพลิงมากถึง 2,000 - 4,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว

โดยค่าเชื้อเพลิงนั้นจะขึ้นอยู่กับความมากน้อยในการใช้งาน และอัตราสิ้นเปลืองของรถแต่ละรุ่น ซึ่งคุณสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ได้ด้วยการตรวจสอบว่า ค่าอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยของรถที่คุณหมายตาไว้วิ่งได้เท่าไหร่ (กม./ลิตร) แล้วเฉลี่ยดูว่าแต่ละกิโลเมตรจะเสียทั้งหมดกี่บาท (กม./บาท) จากนั้นลองประมาณระยะทางที่เราจะใช้รถในแต่ละวันแล้วคูณเข้าไป ตัวอย่างเช่น
  • รถของคุณเป็นระบบน้ำมัน มีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 10 กิโลเมตรต่อ 1 ลิตร โดยคุณจะต้องขับรถไป-กลับวันละ 20 กิโลเมตร มีค่าน้ำมันอยู่ที่ลิตรละ 30 บาท เท่ากับใน 1 วันคุณจะต้องเสียค่าเชื้อเพลิงทั้งหมด 60 บาท หรือประมาณ 1,800 บาทต่อ 1 เดือน

 

3. ค่าบำรุงรักษา


สำหรับผู้ที่เพิ่งมีรถคันแรกอาจจะยังไม่ทราบกันดี แต่รถยนต์นั้นจำเป็นที่จะต้องมีการเช็กสภาพการใช้งานอยู่เป็นระยะๆ โดยจะมีการตรวจสอบทุกๆ 10,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 6-12 เดือน ซึ่งคุณจะต้องนำรถเข้าตรวจเช็กที่ศูนย์บริการ โดยช่างจะทำการตรวจสอบอะไหล่หรือระบบของเหลวต่างๆ ที่เสื่อมสภาพและทำการเปลี่ยนให้ โดยเราจะต้องจ่าย ค่าบำรุงรักษา เหล่านี้เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งาน และสร้างความปลอดภัยให้กับรถของคุณด้วย
 

4. ค่าภาษี


ค่าภาษีรถยนต์ เป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียเป็นประจำทุกๆ ปี โดยภาษีของรถแต่ละรุ่นจะมีราคาไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับประเภท ขนาด กำลังของเครื่องยนต์ และอายุการใช้งานของตัวรถ เช่น รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่งอย่างรถเก๋ง รถกระบะ จะคำนวณภาษีโดยขึ้นอยู่กับกำลังของเครื่องยนต์ แบบเป็นขั้นๆ ไป โดยตั้งแต่ 1–600 ซีซี ละ 0.50 สตางค์ จาก 601-1800 ซีซี ละ 1.50 บาท และ 1801 ซีซี ขึ้นไป ซีซีละ 4 บาท ตัวอย่างเช่น
  • รถเครื่องยนต์ 1,500 ซีซี
    • 600 ซีซีแรก ซีซีละ 0.5 บาท เท่ากับ 600 x 0.5 = 300 บาท
    • 601-1500 ซีซีต่อมา ซีซีละ 1.50 บาท เท่ากับ (1,500 – 600) = 900 x 1.50 = 1,350 บาท รวมแล้วค่าภาษีทั้งหมดที่จะต้องจ่ายก็คือ 300 + 1,350 = 1,650 บาท
โดยอัตราค่าภาษีในปีที่ 1-5 จะคงที่ตามที่คำนวณได้ แต่เมื่ออายุการใช้งานเกิน 6 ปีขึ้นไปจะลดภาษีลง 10% และจะลดลงถึง 50% ในปีที่ 10 และคงที่ที่ 50% ในปีต่อไปเรื่อยๆ แต่รถที่มีอายุการใช้งาน 7 ปีขึ้นไปจะต้องมีใบรับรองการตรวจสภาพ ตรอ. จึงจะสามารถต่อภาษีได้

ในกรณีที่ขาดการต่อภาษี จะมีค่าปรับร้อยละ 1 ต่อเดือนจนกว่าจะถึงวันชำระ แต่การใช้รถที่ไม่ได้จ่ายภาษีนั้นมีความผิดทางกฏหมาย จะมีโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท ซึ่งถือว่าแพงกว่าค่าภาษีมาก อีกทั้งถ้าไม่ได้ชำระติดต่อกันเกิน 3 ปี ทะเบียนรถจะถูกระงับการใช้งาน จึงเป็นอีกค่าใช้จ่ายที่คนมีรถจะลืมไม่ได้เลยทีเดียว
 

5. ค่า พ.ร.บ. รายปี


ค่า พ.ร.บ. รายปี ถือเป็นประกันภัยภาคบังคับโดยกฏหมาย ที่รถทุกคันจำเป็นจะต้องมี ซึ่งมีความสำคัญและคุ้มค่ามากๆ แต่จะให้ความคุ้มครองเฉพาะกับผู้ขับขี่เท่านั้น ไม่ได้คุ้มครองถึงตัวรถด้วย หมายความว่า หากคุณเกิดอุบัติเหตุจนรถยนต์เสียหาย พ.ร.บ. นี้ก็จะคุ้มครองเพียงค่ารักษาจากอาการบาดเจ็บ แต่คุณต้องจ่ายค่าซ่อมรถที่เสียหายเอง

ค่าใช้จ่ายของ พ.ร.บ. นั้นจะจ่ายเป็นรายปี และมีราคาแตกต่างกันไปตามประเภทรถ โดยผู้ที่ไม่ได้ทำจะไม่สามารถต่อภาษีรถยนต์ได้ และถือว่ามีความผิดทางกฏหมายด้วย โดยจะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือหากทำแล้วไม่นำมาติดหน้ารถก็มีค่าปรับ 1,000 บาท จึงจำเป็นจะต้องจ่ายเพื่อให้ถูกกฏหมาย และความปลอดภัยของคุณเองด้วยนะครับ
 

6. ประกันภัยรถยนต์


ค่าประกันภัยรถยนต์ ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพื่อเป็นตัวช่วยในความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจทำให้รถของคุณต้องเสียหาย สำหรับคุณที่เพิ่งจะออกรถคันแรกมาใหม่ๆ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็คงจะเสียใจอยู่ไม่น้อย แต่หากคุณมีประกันไว้ บริษัทประกันจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบในการซ่อมแซมรถของคุณให้ (ตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้) ช่วยให้คุณอุ่นใจแม้จะเกิดอุบัติเหตุ

โดยประกันภัยรถยนต์จะมีให้เลือกหลายรูปแบบ ซึ่งจะมีราคาและการให้ความคุ้มครองที่แตกต่างกันออกไป โดยประกันชั้น 1 จะให้ความคุ้มครองสูงสุด ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมด ไม่ว่าจะเกิดจากคู่กรณีหรือผู้ขับขี่เอง ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งออกรถมา หรือยังเป็นมือใหม่หัดขับที่มีความเสี่ยงในการขับรถมากๆ แต่ก็แลกมาด้วยเบี้ยประกันรายปีที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน

หากคุณกำลังมองหาประกันดีๆ เพื่อคุ้มครองรถคันใหม่ของคุณ ลองปรึกษากับเงินติดล้อดูสิครับ เรามีประกันให้เลือกหลากหลาย เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายกับเจ้าอื่นๆ ได้ แถมยังสามารถผ่อนชำระได้อีกด้วย อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ซื้อประกันกับเงินติดล้อ หรือสอบถามเงินติดล้อได้ทุกสาขาทั่วประเทศ
 

7. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ


สำหรับคนมีรถนอกจากค่าใช้จ่ายจำเป็นที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมี ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นค่าใช้ฉุกเฉินหรือค่าใช้จ่ายจุกจิกเพิ่มเติมต่างๆ โดยไม่มียอดตายตัวเป็นประจำ ซึ่งคุณสามารถเลือกที่จะจ่ายหรือไม่จ่ายก็ได้ เช่น ค่าล้างรถ อุปกรณ์ตกแต่ง กล้องติดรถยนต์ ค่าทางด่วน ฯลฯ

จะสังเกตได้ว่าค่าใช้จ่ายในบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องจ่ายเสมอไป แต่สำหรับบางคน เช่น ผู้ที่อยู่หอพักหรือคอนโดนั้นจะต้องใช้จ่ายค่าล้างรถค่อนข้างบ่อย เพราะไม่สามารถล้างด้วยตัวเองได้ หรือผู้ที่บ้านอยู่ไกลจากที่ทำงาน อาจจะต้องจ่ายค่าทางด่วนอยู่เป็นประจำ

ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้นั้น ขึ้นอยู่กับความชอบและความจำเป็นของแต่ละบุคคล ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขที่แน่นอนในแต่ละเดือนได้ หากคุณต้องการที่จะประหยัดมากๆ คุณอาจลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ตามความจำเป็น
 

สรุป


เท่านี้ทุกคนก็คงจะทราบถึงค่าใช้จ่ายทั้ง 7 ที่จะตามมาพร้อมกับการซื้อรถกันแล้ว จะเห็นได้ว่าในการซื้อรถสักคันต้องคิดให้มากกว่าแค่ความอยากได้ การใช้ประโยชน์ แต่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายยิบย่อยต่างๆ มากมาย เพราะฉะนั้น! บริหารการใช้จ่ายดีๆ เพื่อไม่ให้มีปัญหาการเงินตามมากันนะครับ

ที่เกี่ยวข้อง